ข้อมูลเศรษฐกิจจังหวัด

ข้อมูลเศรษฐกิจจังหวัด

 

เชียงรายเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำกก เป็นดินแดนที่มีผู้คนเข้ามาตั้งหลักแหล่ง ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และมีความรุ่งเรืองสืบต่อกันมาหลายยุคสมัย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบในเขตที่ราบลุ่มรอบแม่น้ำกก สันนิษฐานได้ว่าบริเวณนี้เป็นศูนย์กลางของชุมชนมาแล้วตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 1800 เพราะมีร่องรอยของซากเมืองที่มีความเจริญ ทางวัฒนธรรมและศิลปะ อยู่ตามริมแม่น้ำกก ซากเมืองโบราณที่ค้นพบในปัจจุบันมีถึง 27 เมือง ตั้งแต่อำเภอฝาง ของเชียงใหม่ ซึ่งเป็นต้นแม่น้ำกก มาจนถึงเมืองเชียงแสน ซึ่งโบราณสถานเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่า มีชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มแม่น้ำกก อย่างหนาแน่น และได้ขยายตัวสร้างบ้านแปงเมืองกันไม่ขาดสาย

 

ประวัติศาสตร์ของเมือง เชียงรายเริ่มต้นในสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 19 โดยพญามังราย (พ.ศ.1781 – 1860) ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย บุตรของพญาลาวเม็ง ผู้ครองนครหิรัญนครเงินยาง (เชียงแสนในปัจจุบัน) ได้ขึ้นครองราชย์แทนพญาลาวเม็ง ในปี พ.ศ.1802 และได้ย้ายราชธานี จากเมืองหิรัญนครเงินยาง มาสร้างราชธานีแห่งใหม่ ที่ริมฝั่งแม่น้ำกก เมื่อ พ.ศ. 1805 และได้ขนานนามว่า เชียงราย หมายถึง “เมืองของพญามังราย”
จากนั้นจึงได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครือญาติสายเลือดลัวะจักราช เช่น เมืองเชียงไร เมืองไร เมืองปง เมืองเวียงคำ เชียงเงิน เชียงของ ฯลฯ เข้ามาไว้ในอำนาจ และแผ่อำนาจเข้าไปในเขตลุ่มน้ำปิง ปี พ.ศ. 1839 ทรงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำปิง ให้ชื่อราชธานีใหม่ว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่” และครองราชย์อยู่ที่เชียงใหม่ตลอด โดยให้ราชโอรส ไปครองเมืองเชียงรายแทน เชียงรายจึงกลายเป็นเมืองบริวารของเชียงใหม่ไป

 

เมื่อพญามังรายสวรรคตลง ภายในอาณาจักรล้านนาอันมีเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานีเกิดความแตกแยก เจ้าผู้ครองนครแก่งแย่งชิงอำนาจกัน จนเกิดสงครามกลางเมือง พระเจ้าบุเรงนองฉวยโอกาสเข้าตีอาณาจักรล้านนาสำเร็จ พม่าได้ปกครองอาณาจักรล้านนาเป็นเวลากว่า 200 ปี และได้ฟื้นฟูเมืองเชียงแสนขึ้นเป็นเมืองสำคัญ ในการปกครองของหัวเมืองฝ่ายเหนือ
ต้นพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี พญากาวิละ เป็นผู้มีบทบาทสูง ในการเกลี้ยกล่อมให้บรรดาเมืองต่างๆ ในล้านนา ร่วมมือกันต่อสู้กับพม่า แต่ยังไม่สำเร็จ จนกระทั่งสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ทรงส่งกำลังมาสนับสนุนพญากาวิละ ต่อสู้กับพม่าจนเป็นผลสำเร็จ ทรงสถาปนาให้เชียงใหม่เป็นประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์ และแต่งตั้งพญากาวิละเป็น “พระเจ้ากาวิละ” ปกครองเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2347 พระเจ้ากาวิละ ทรงยกทัพไปตีเมืองเชียงแสน และกวาดต้อนผู้คนออกจากบริเวณเมืองจนหมด เมืองต่างๆ รวมทั้งเชียงราย จึงถูกทิ้งให้เป็นเมืองร้าง

 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2386 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 3 เชียงรายได้รับการบูรณะขึ้นอีกครั้ง ในฐานะเมืองบริวารของเชียงใหม่ โดยมีเชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เป็นเจ้าปกครองนคร
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงดำเนินนโยบายสร้างความเป็นเอกภาพทางการเมือง ประกาศจัดตั้งมณฑลพายัพขึ้น ในปี พ.ศ. 2427 และยกเลิกหัวเมืองประเทศราชล้านนาไทย เมืองเชียงรายจึงจัดเป็นเมืองหนึ่งซึ่งขึ้นตรงต่อมณฑลพายัพ ในสมัยรัชกาลที่ 6 การปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลถูกยกเลิก เชียงรายจึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นจังหวัดหนึ่ง ของสยามประเทศมานับแต่นั้น

 

  ที่ตั้งและอาณาเขต 

 

จังหวัด เชียงราย ตั้งอยู่ภาคเหนือของประเทศไทย ห่างจากกรุงเทพฯ 785 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 11,678.369 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,298,981 ไร่ มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้
ทิศเหนือ    ติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย      ประชาชนลาว
ทิศใต้    ติดต่อกับจังหวัดลำปาง และจังหวัดพะเยา
ทิศตะวันออก  ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจังหวัดพะเยา
ทิศตะวันตก    ติดต่อกับประเทศสหภาพพม่า และจังหวัดเชียงใหม่

 

 ลักษณะภูมิประเทศ 

จังหวัดเชียงรายจัดอยู่เขตเทือกเขาในทวีปตอนเหนือ (NORTH CONTINENTAL HIGHLAND) และเป็นเทือกเขาสูงทอดยาวตามแนวเหนือใต้ทางด้านตะวันออก ด้านตะวันตก มีที่ ราบสูงเป็นหย่อมๆ อยู่ทั่วไปในเขตอำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า และอำเภอเชียงของ เทือกเขามีความสูงอยู่ระหว่าง 1500 – 2000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ส่วนบริเวณที่ราบและหุบเขา จะอยู่ในช่วงความสูง 350 – 600 เมตร ของระดับน้ำทะเล บริเวณที่ราบซึ่งสูงที่สุดคือที่ราบลุ่มแม่น้ำลาว จะอยู่บริเวณตอนใต้ของอำเภอเวียงป่าเป้า ส่วนบริเวณที่ราบต่ำคือ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำอิงตอนใต้ของอำเภอเชียงของ

 

 การคมนาคมและขนส่ง 

จังหวัดเชียงรายตั้งอยู่เหนือสุดของประเทศไทย และเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ การคมนาคมจึงมีเส้นทางคมนาคมหลักทั้งทางรถยนต์ ทางน้ำ และทางอากาศ มีทางหลวงแผ่นดิน ทางหลวงจังหวัดและเส้นทางมาตรฐานหลายสาย ทำให้การเดินทางติดต่อภายในจังหวัด การเดินทางสู่จังหวัดใกล้เคียงและกรุงเทพฯ เป็นไปโดยสะดวก

 

1.  ทางถนน จังหวัดเชียงรายมีระบบคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับภูมิภาคระดับจังหวัด และภายในท้องถิ่น ดังนี้

เส้นทางคมนาคมระหว่างภูมิภาค (กรุงเทพฯ) 
1)  เส้นทางนครสวรรค์ – ลำปาง – พะเยา – เชียงราย จากรังสิตมาตามถนนพหลโยธิน (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1) แล้วแยกซ้ายเข้าทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 ที่อำเภอวังน้อย จากนั้นผ่านจังหวัดอยุธยา สิงห์บุรี ชัยนาท นครสวรรค์ กำแพงเพชร ตาก เข้าสู่จังหวัดลำปาง แล้วตรงไปจังหวัดพะเยา จนเข้าสู่เชียงราย รวมระยะทาง 830 กิโลเมตร

2)  เส้นทางนครสวรรค์ – พิษณุโลก – แพร่ – เชียงราย ใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทางที่ 1 เมื่อไปถึงจังหวัดนครสวรรค์ ให้แยกขวามือไปตามทางหลวงหมายเลข 117 (นครสวรรค์ – พิษณุโลก) จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 11 (พิษณุโลก – เด่นชัย) จากจังหวัดพิษณุโลก ผ่านจังหวัดอุตรดิตถ์ จนถึงอำเภอเด่นชัย ให้เลี้ยวไปทางจังหวัดแพร่ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 (แพร่ – น่าน) จนถึงอำเภอร้องกวาง เลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 103 ไปบรรจบกับถนนพหลโยธินที่อำเภองาว เข้าสู่จังหวัดพะเยา แล้วตรงต่อไปจนถึงเชียงราย ระยะทางประมาณ 804 กิโลเมตร

3)  เส้นทางนครสวรรค์ – ลำปาง – เชียงใหม่ – เชียงราย ใช้เส้นทางเดียวกับเส้นทางที่ 1 จนไปถึงจังหวัดลำปาง จึงเปลี่ยนไปใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 (ลำปาง – เชียงใหม่) ผ่านไปจังหวัดลำพูน แล้วเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ แล้วใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 118 (เชียงใหม่ – เชียงราย) ผ่านดอยสะเก็ด แม่ขะจาน เวียงป่าเป้า เข้าสู่เชียงราย รวมระยะทาง 900 กิโลเมตร มีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 11 ผ่านลำพูนมาลำปาง บรรจบกับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 เพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ ได้

 

เส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัด 

1)  ติดต่อกับจังหวัดเชียงใหม่ ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 แยกขวามือบริเวณแยกไปอำเภอแม่สรวย เข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 118 ผ่านอำเภอแม่สรวย อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย และอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางประมาณ 180 กิโลเมตร หรืออาจใช้เส้นทางเชียงราย – ท่าตอน – เชียงใหม่ โดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 พหลโยธินมุ่งหน้าไปยังอำเภอแม่สาย และแยกซ้ายเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1089 เข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านอำเภอแม่อาย อำเภอฝาง และเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 107 เชียงใหม่ – ฝาง ผ่านอำเภอไชยปราการ อำเภอเชียงดาว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

 

2)  ติดต่อกับจังหวัดพะเยา โดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 พหลโยธิน เดินทางเข้าสู่จังหวัดพะเยา ระยะทาง 94 กิโลเมตร

 

3)  ติดต่อกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เดินทางเข้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ และใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 เชียงใหม่ – แม่แตง แยกซ้ายมือเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1095 เชียงใหม่ – ปาย ผ่านอำเภอปาย อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าสู่ตัวเมืองแม่ฮ่องสอน หรือใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108 ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตอง กิ่งอำเภอดอยหล่อ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เข้าสู่อำเภอแม่สะเรียง อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน

 

4)  ติดต่อกับจังหวัดน่าน เดินทางจากจังหวัดเชียงราย เข้าสู่จังหวัดพะเยาโดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 พหลโยธิน และแยกเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1021 พะเยา – เชียงคำ และแยกขวามือเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1186 บ้านแวน และเข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1148 ผ่านอำเภอสองแคว อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน และใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1080 น่าน – ท่าวังผา เข้าสู่ตัวเมืองน่าน และจากจังหวัดน่าน สามารถเดินทางต่อไปยังจังหวัดแพร่ และจังหวัดลำปาง โดยใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101

 

5)  ติดต่อกับจังหวัดแพร่ โดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 พหลโยธิน ผ่านจังหวัดพะเยา และแยกเข้าทางหลวงแผ่นดิน 103 บ้านโป่ง และเลี้ยวขวาสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 ผ่านอำเภอร้องกวาง เข้าสู่ตัวเมืองแพร่

 

6)  ติดต่อกับจังหวัดลำปาง ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 พหลโยธิน ผ่านจังหวัดพะเยา อำเภองาน จังหวัดลำปาง และจากจังหวัดลำปาง สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปยังจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน แพร่ น่าน

 

เส้นทางคมนาคมระหว่างอำเภอเมืองเชียงใหม่กับอำเภออื่นๆ

1)  จากอำเภอเมืองเชียงรายเดินทางไปตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 พหลโยธิน ขึ้นไปทางเหนือผ่านอำเภอแม่จัน ระยะทาง 20 กิโลเมตร และอำเภอแม่สาย ระยะทาง 63 กิโลเมตร และจากบริเวณทางแยกแม่จัน เข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1016 เดินทางไปยังอำเภอเชียงแสน ระยะทาง 60 กิโลเมตร จากอำเภอเชียงแสนสามารถเดินทางต่อไปยังอำเภอเชียงของ โดยทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1129 ระยะทาง 141 กิโลเมตร และสามารถเดินทางไปยังอำเภอแม่ฟ้าหลวง โดยเลี้ยวขวาบริเวณอำเภอแม่สาย เข้าสู่ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1149 ระยะทาง 65 กิโลเมตร

 

2)  จากอำเภอเมืองเชียงราย ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 พหลโยธิน ลงไปทางใต้เข้าสู่อำเภอแม่ลาว ระยะทาง 15 กิโลเมตร อำเภอพาน ระยะทาง 46 กิโลเมตร

 

3)  จากอำเภอเมืองเชียงราย ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 118 เข้าสู่อำเภอแม่สรวย ระยะทาง 53 กิโลเมตร และอำเภอเวียงป่าเป้า ระยะทาง 91 กิโลเมตร

 

4)  จากอำเภอเมืองเชียงราย ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1020 เข้าสู่อำเภอเทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร และเส้นทางนี้สามารถเดินทางต่อไปยังอำเภอขุนตาน และอำเภอเวียงแก่น

 

5)  จากอำเภอเมืองเชียงราย ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1032 เข้าสู่อำเภอเวียงเชียงรุ้ง และเดินทางต่อไปยังอำเภอพญาเม็งราย

 

ระบบโดยสารสาธารณะ มีรถโดยสารสาธารณะให้บริการเชื่อมโยงจังหวัดเชียงราย และจังหวัดอื่นๆ และระหว่างอำเภอต่างๆ ภายในจังหวัด มีสถานีขนส่งผู้โดยสาร 2 แห่ง คือ สถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงรายแห่งที่ 1 เป็นสถานที่จอดรถรับส่งระหว่างตัวเมืองเชียงรายกับอำเภอรอบนอก รวมไปถึงรถโดยสารสองแถวขนาดเล็กที่จอดรอรับผู้โดยสารบริเวณตลาด และสถานีขนส่งผู้โดยสารเชียงรายแห่งที่ 2 เป็นสถานที่จอดรถรับส่งผู้โดยสาร ระหว่างจังหวัดเชียงรายกับจังหวัดอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีคิวสองแถวระหว่างอำเภอ ตั้งอยู่บริเวณใกล้ตลาดสด และบริเวณถนนสายสำคัญ

 

ทางรถไฟ การเดินทางโดยรถไฟไปยังจังหวัดเชียงรายยังไม่สามารถทำได้ แต่สามารถโดยรถรถไฟมาลงยังสถานีปลายทางเชียงใหม่ และเดินทางต่อด้วยรถโดยสารประจำทางไปยังจังหวัดเชียงรายได้

 

2.  ทางน้ำ เนื่องจากจังหวัดเชียงรายเป็นจังหวัดชายแดน ที่มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ สหภาพพม่า และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีเส้นแบ่งเขตแดนคือ แม่น้ำโขง การเดินทางทางน้ำที่สำคัญจะใช้แม่น้ำโขงเป็นหลัก ส่วนมากเป็นการเดินทางเพื่อการติดต่อค้าขาย และมีบางส่วนที่เป็นการเดินทางเพื่อการท่องเที่ยว จากการที่มีอาณาเขตติดต่อกับแม่น้ำโขง ทำให้มีท่าเรือที่สำคัญ 2 แห่งคือ ท่าเรือเชียงแสน เป็นท่าเรือที่รองรับการขนถ่ายสินค้าเป็นสำคัญ และท่าเรือเชียงของ ที่มุ่งเน้นให้บริการทางด้านการท่องเที่ยว

 

3.  ทางอากาศ ท่าอากาศยานนานาชาติเชียงราย ท่าอากาศยานเชียงราย ตั้งอยู่เลขที่ 404 หมู่ 4 ตำบลบ้านดู่/ริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงรายห่างจากถนนพหลโยธิน (เส้นทางเชียงราย – แม่จัน) ทางทิศตะวันออกประมาณ 2.6 กิโลเมตร และห่างจากตัวเมืองเชียงรายประมาณ 8 กิโลเมตร ท่าอากาศยานเชียงราย เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2535 สังกัดกรมการบินพาณิชย์ (บพ.) กระทรวงคมนาคม ต่อมาได้โอนท่าอากาศยานเชียงราย มาขึ้นอยู่กับการบริหารของ “การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย” เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2541 และ “การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย” ได้แปลงสภาพเป็นบริษัทมหาชน ตามแนวนโยบายของรัฐบาล ภายใต้ชื่อ “บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน)” เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2545 ถึงปัจจุบัน

 

ปัจจุบันท่าอากาศยานเชียงราย มีบริษัทสายการบินทำการบินรวม 5 สายการบิน ซึ่งให้บริการ ผู้โดยสารมากกว่า 700,000 คน/ปี มีเที่ยวบินให้บริการวันละ 12 เที่ยวบิน อาคารคลังสินค้าสามารถรองรับการขนถ่ายสินค้าได้มากกว่า 5,000 ตัน/ปี และอาคารผู้โดยสารมีขนาด 22,960 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารในชั่วโมงคับคั่งได้ถึง 1,240 คน

 

 ลักษณะทางเศรษฐกิจ

 

สภาพเศรษฐกิจโดยทั่วไปของจังหวัดเชียงรายส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับสินค้า ภาคเกษตรเป็นหลัก เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพทางการเกษตร เพราะมีความอุดมสมบูรณ์เ ป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเพาะปลูกจึงกล่าวได้ว่า เชียงรายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภาคเหนือ จะเห็นได้จาก การมีโรงสีขนาดใหญ่มากที่สุดในภาคเหนือ ด้านการประมง อำเภอพานนับได้ว่าเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลาแห่งใหญ่ที่สุดของภาคเหนือ ด้านการท่องเที่ยว ในอนาคตคาดว่าการท่องเที่ยวและการบริการ รวมถึงการค้าบริเวณชายแดนซึ่งมีปริมาณวงเงินหมุนเวียนที่มาก จะเป็นธุรกิจสำคัญที่เข้ามามีบทบาท ต่อด้านเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายมากขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากโครงการพัฒนาสี่เหลี่ยม เศรษฐกิจ

 

ภาคการเกษตร จังหวัดเชียงรายมีพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ลำไย ลิ้นจี่ กระเทียม ถั่วเหลือง และหอมแดง โดยรวมแล้วผลผลิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากสภาพอากาศและปริมาณน้ำฝนที่เอื้ออำนวย ราคาปีก่อนจูงใจให้เกษตรกรขยายการผลิต และมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกพืชชนิดอื่นแทนบางส่วน เช่น ยางพารา ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่วนราคาสินค้าเกษตรอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกเจ้า และข้าวเปลือกเหนียว ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีก่อนตามความต้องการเพื่อการส่งออก และประเทศคู่แข่งขันประสบปัญหาผลผลิตไม่เพียงพอ

 

ภาคบริการ เชียงรายเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่สำคัญจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากมีปัจจัยส่งเสริมหลายประการ ได้แก่ ที่ตั้งของจังหวัดเชียงราย ที่มีสภาพภูมิประเทศสวยงาม มีสภาพแวดล้อมและธรรมชาติที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยว มีเขตแดนติดต่อกับประเทศพม่า และลาว ซึ่งอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวได้ จังหวัดเชียงรายยังมีสภาพภูมิอากาศที่สบายน่าอยู่ อีกทั้งเป็นเมืองประวัติศาสตร์ยุคแรก ๆ ของชาติไทย จึงมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เป็นแหล่งศึกษาทางศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมรวมทั้งหมู่บ้านพื้นเมืองและหมู่บ้านชาวเขา ซึ่งมีผลผลิตและกิจกรรมเด่น ๆ หลากหลายชนิด เป็นเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวมาเยือนและซื้อของที่ระลึกกลับบ้าน จังหวัดเชียงรายมีสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการด้านต่าง ๆ อยู่ในระดับแนวหน้า ทั้งในด้านการเดินทาง ทีพักแรม ร้านค้า ร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึก มีโรงแรมและที่พัก 86 แห่ง มีห้องพักระดับนักท่องเที่ยว (ห้าดาว) 1,658 ห้อง ห้องพักแบบประหยัด 1,538 ห้อง แบบรีสอร์ท 246 ห้อง แบบเกสต์เฮ้าส์ 1,151 ห้อง รวม 4,620 ห้อง ด้วยปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวนี้ ทำให้จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพในด้านการท่องเที่ยวสูง มีจำนวนสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งประเภทธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรม ไว้ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมได้แก่ พระตำหนักดอยตุง และ ดอยแม่สลอง โดยเฉพาะในช่วงปลายปีที่ภาวะอากาศหนาวเย็น ประกอบกับ อปท. จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น เทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ครั้งที่ 4 และเทศกาลดอกทิวลิป ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจำนวนมาก เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงราย

 

การค้าชายแดน จังหวัดเชียงรายมีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ จำนวน 3 ด้านรวมระยะทางตามแนวเขตชายแดนยาวประมาณ 310 กม. มีการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 3 ประเทศคือสหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และสาธารณรัฐ ประชาชนจีน มีจุดผ่านแดนกับประเทศเพื่อนบ้านรวม 10 จุด ประกอบด้วย จุดผ่านแดนถาวร 3 จุด จุดผ่อนปรน5 จุด จุดผ่านแดน ชั่วคราว 2 จุด จากสถิติการค้ากับประเทศเพื่อนในปี พ.ศ. 2550 มีมูลค่าการค้ารวม 12,513.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,287.46 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.47 มูลค่าการนำเข้า 2,507.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 223.89 ล้านบาท หรือร้อยละ 9.80 เป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ ( ไม้ซุงสัก ) สินค้าเกษตร ( ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ) ถ่านหินลิกไนท์ ซองใส่มือถือ ตามลำดับ มูลค่าการส่งออก 10,005.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1,063.57 ล้านบาท หรือร้อยละ 11.89 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสินค้าเกษตร ( ยางพารา ) อุปกรณ์ไฟฟ้า สินค้าอุปโภค – บริโภค น้ำมันปาล์ม สิ่งทอ เหล็กและผลิตภัณฑ์ สินค้าเชื้อเพลิง ปูนซีเมนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ตามลำดับ ดุลการค้า เกินดุล 7,498.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 839.68 ล้านบาท หรือร้อยละ 12.61